ประวัติการพัฒนาผาปัง

การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพชุมชน นับว่าเป็นปัญหาหลักที่ทุกรัฐบาล ให้ความตระหนักถึงความสำคัญโดยกำหนดเป็น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555–2559) ได้จัดทำขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกว่าช่วงที่ผ่านมา ในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8-10 สังคมไทยได้อัญเชิญหลัก"ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" ไปประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปัจเจก ครอบครัวชุมชน สังคม จนถึงระดับประเทศ ซึ่งได้มีส่วนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยให้สังคมไทยสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ทุกภาคส่วนในสังคมไทยเห็นพ้องร่วมกันน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งให้เกิดภูมิคุ้มกันและมีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพื่อให้การพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลและยั่งยืน

phapang-map-700

ตำบลผาปัง เป็นตำบลเล็ก ๆ มี 5 หมู่บ้าน มีประชากรรวมทั้งตำบล รวมจำนวนทั้งสิ้น 1774 คน จัดตั้งเป็น อบต.ไม่ได้ตามพระราชบัญญัติองค์กรปกครองท้องถิ่น ต้องยุบรวมกับ อบต.แม่พริก ซึ่งมีระยะห่างกันกว่า 25 กิโลเมตร เป็นสาเหตุปัจจัยที่ทำให้ตำบลผาปังขาดโอกาสการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เพราะงบประมาณส่วนใหญ่ก็ถูกนำไปพัฒนาในพื้นที่ตำบลแม่พริก ซึ่งเป็นพื้นที่กว้างใหญ่กว่าตำบลผาปัง งบประมาณที่นำมาพัฒนาตำบลผาปังจึงมีจำนวนน้อยนิด แต่ชาวตำบลผาปังทั้งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน-สมาชิก อบต. ครู อาจารย์ พระสงฆ์ หมออนามัยและ อสม.ในยุคปัจจุบัน ก็ไม่ยอมแพ้ ดังนั้นในปี 2547 จึงรวมกลุ่มกันออกแบบวางแผนพัฒนาชุมชนผาปังให้มีเศรษฐกิจดี สังคมดี สิ่งแวดล้อมดี สุขภาพดี โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ มาเป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิต ทำให้ชุมชนมีรายได้ที่ยั่งยืน สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตและความสมดุลทางธรรมชาติ มีทั้งประสบผลสำเร็จ และล้มเหลวปะปนกันไป จนเป็นผลงานเชิงประจักษ์ดังนี้

  1. เป็นชุมชนที่มีเศรษฐกิจชุมชนอยู่เย็นเป็นสุข มีเงินเดือนประจำจากการรับราชการ และรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะ กฟผ./ปตท. และบริษัท เอกชน ชั้นนำของประเทศ คนเหล่านี้เมื่อเกษียณอายุราชการจึงเป็นเสาหลักให้กับชุมชนอย่างดี และประชาชนที่อยู่บ้านก็มีอาชีพทำนา ทำไร่ปลูกถั่วลิสง หมุนเวียนกันไป
  2. เป็นชุมชนที่มีการรักษาฟื้นฟูวัฒนธรรมพื้นบ้าน บำรุงศาสนา เป็นศูนย์รวมพลังศรัทธาสร้างพระบรมธาตุเจดีย์หลวง 12 นักษัตรเพื่อเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนมิติทางศาสนาของกลุ่มชาติพันธุ์ "คนเหนือเสียงเหน่อ" มีสภาเด็กและเยาวชนตำบลผาปัง เป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนการสืบสานงานวัฒนธรรมประเพณี มีโรงเรียนดีใกล้บ้าน มีครูดีเด่นสอนดี จนทำห้เด็กนักเรียนชนะเลิศรางวัลระดับประเทศ โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นการเรียนรู้นอกระบบ จากการจัดทำค่ายแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-อเมริกัน ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี โดยวิธีการปฏิบัติการมีส่วนร่วมกิจกรรมด้วยการปฏิบัติจริง ที่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของวัฒนธรรมในชุมชนผาปัง ไปทำนาร่วมกัน ห่อขนม ฟ้อนเล็บ ซ้อมมวย และทำกิจกรรมบุญประเพณีในชุมชนร่วมกัน อยากพูดอะไรก็พูด แล้วจึงมาเรียนไวยากรภาษาอังกฤษ จึงเป็นผลทำให้นักเรียนผาปังวิทยา และชาวตำบลผาปัง โดยเฉพาะ ดช. วิริยะ คำภิระยศ ดช. รัตนพล เสนจุ้ม และดช. ปัฐวี สิริวงศ์เครือ เก่งภาษาอังกฤษ และอัจฉริยภาพคณิตศาสตร์ จากการสร้างสรรค์ผลงานคณิตศาสตร์โดยใช้โปรแกรม GSP และการเล่านิทานภาษาอังกฤษ
  3. เป็นชุมชนต้นน้ำ ไม่ใช้สารเคมี รักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ตัดไม้ทำลายป่า แต่ก็มีมอดไม้อยู่บ้างตามวิถีชุมชนทั่วไป และนอกจากนี้ผาปังยังเป็นชุมชนที่มีสถิติของผู้สูงอายุที่มีอายุยืนเฉลี่ย 80 ปี และได้รับรางวัลชุมชนไม่มีไข้เลือดออกติดต่อกัน 11 ปี สรุปได้ว่าเป็นชุมชนที่มีเศรษฐกิจชุมชนดี สังคมดี สิ่งแวดล้อมดี และสุขภาพดีนั่นเอง

จากการสะท้อนข้อมูลชุมชนดังกล่าว ทำให้ตำบลผาปังได้รับการพิจารณาคัดเลือกจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักประสานการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน กระทรวงพลังงาน กระทรวงสาธารณสุข และ ธกส. กำหนดให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการศึกษา วิจัย และพัฒนาต้นแบบวิสาหกิจพลังงานชุมชนจัดการสุขภาพยั่งยืน (ลำปางโมเดล) 

phapang-view-03

ปีพ.ศ.2547 เป็นจุดเริ่มต้นในการออกแบบความคิดเพื่อเตรียมความพร้อมด้านการพัฒนาบุคคลากร ปี2550 จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการพํฒนา โครงการ โดยปฏิบัติตามระดับขั้นตอนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ตั้งแต่การแจ้งเพื่อทราบ เพื่อให้เกิดกระบวนการร่วมคิดเพื่อแสดงออกถึงความคิดเห็น การสำรวจศักยภาพภายในชุมชน เพื่อร่วมกันกำหนดขอบเขต แนวทางการพัฒนาชุมชนอย่างเป็นระบบที่ยั่งยืน รวมไปถึงการศึกษาดูงานเพิ่มเติมเพื่อให้ได้แผนที่ความคิด ที่ครบวงจร และคำตอบที่ตกผลึกของการพัฒนาชุมชนผาปัง คือ การเริ่มต้นปลูกและรักษา "ไผ่ชุมชน" เพราะผาปัง มีสภาพภูมิประเทศเป็นราบลุ่มเชิงเขา มีป่าไผ่ สวนไผ่ตามหัวไร่ปลายนา ที่รักษาต้นน้ำ อุ้มน้ำ อุ้มดิน ทำให้ผาปังอุดมสมบูรณ์ในปัจจุบันนี้ ไผ่เป็นไม้ใช้สอย ไม้เศรษฐกิจ และไม้กินได้ ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2523 เพราะไผ่เป็นพืชตระกูลหญ้า ยิ่งตัดยิ่งแตกหน่อ ที่มีอายุยืนกว่า 100 ปี

จากการออกแบบสำรวจ และลงทะเบียนสมาชิกประชากรไผ่ในตำบลผาปังเบื้องต้น พบว่ามีการปลูกไผ่ตามสวน ไร่นา และร่องห้วย ในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์รวมจำนวน 128 ไร่ และบริเวณหัวไร่ปลายนาแต่ไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ดินกว่า 500 ไร่ มีป่าไผ่ชุมชนในที่ป่าสงวนแห่งชาติ 3,500 ไร่ จากข้อมูลพื้นฐานดังกล่าว จึงได้การบริหารจัดการประชากรไผ่ และฟื้นฟูป่าไผ่ชุมชนดังนี้

  1. จัดตั้งและจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2554 และจดทะเบียนมูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง เพื่อเป็นองค์กบริหารธุรกิจเพื่อสังคม "ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2554"
  2. นำประชากรไผ่ บนที่ดินกรรมสิทธิ์จำนวน 30-40 ไร่/ปี แบ่งเป็นโซน 1-3 หมุนเวียนตามวงจรชีวิตของไผ่มาใช้ประโยชน์ วันละ 3 ตัน/วัน หรือ 1,095 ตัน/ปี โดยไม่มีการนำไผ่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติมาใช้ประโยชน์ ให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่กำหนดในเบื้องต้น ดังนี้
  • นำไผ่วันละ 3 ตัน มาผลิตเป็นตะเกียบอนามัย ไม้เสียบอาหาร อบฆ่าเชื้อราด้วยเทคโนโลยีตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อจำหน่ายให้กับบริษัทฮอสพอต ประเทศไทย จำกัด(มหาชน) และผลิตเป็นก้านธูป
  • นำขี้เลื่อยไผ่มาผลิตเป็นแท่งเชื้อเพลิงเขียว Pellets ผลิตเป็นปุ๋ยดินขุยไผ่ และผลิตเป็นธูปหอมไล่ยุง
  • นำเศษตอกตะเกียบ ภาษาเหนือเรียกว่า "ขี้เฮอะ" อบเป็นถ่าน แล้วนำมาผลิตเป็นถ่านอัดแท่ง Charcoal เพื่อจำหน่ายให้กับบริษัท ฮอสพอต ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) และวิสาหกิจชุมชนอรัญญิก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และส่งจำหน่ายต่างประเทศ
  • นำเศษข้อไผ่วันละ 2 ตัน มาเป็นเชื้อเพลิงพลังงานผลิตกระแสไฟฟ้าชุมชนขนาดเล็กมาก ระบบ Gasification เป็นระบที่ไม่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อม ไม่มีควัน ไม่มีกลิ่น ไม่มีน้ำเสีย และมีเสียงเครื่องยนต์เบา มีกำลังการผลิต 0.07 เมกกะวัต์ หรือ 70 กิโลวัตต์เพื่อจำหน่ายให้กับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ) โดยการร่วมหุ้นเพื่อการลงทุน คือ กฟภ. 49 เปอร์เซ็นต์ มูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง 30 เปอร์เซ็นต์ และวิสาหกิจชุมชนนำเศษข้อไผ่ไปเป็นหุ้นส่วน 21 เปอร์เซ็นต์
  • นำความร้อนและก๊าชเผาทิ้ง ไปอบอิฐชุมชน ของกลุ่มวิสาหกิจผลิตอิฐชุมชน เพื่อนำไปก่อสร้างพระบรมธาตุเจดีย์หลวง 12 นักษัตร
  • นำน้ำส้มควันไม้จากระบบผลิต Gasification ในสถานีผลิตไฟฟ้าและสถานีเผาถ่าน ไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อรา ล้างห้องน้ำ น้ำยาทำความสะอาดพื้น สบู่ยา

จากกระบวนการดำเนินงานอย่างครบวงจร ของการผลิตไฟฟ้าชุมชนด้วยระบบ Gasification ทำให้มีผู้มาศึกษางานเพื่อการเรียนรู้ จึงได้จัดตั้ง "กลุ่มวิสาหกิจครัวแม่บ้านพลังงานชุมชน" เป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อน เพื่อต้อนรับผู้มาศึกษาดูงาน และผู้มาเยือนตั้งแต่เดือนธันวาคม 2555 จนถึงปัจจุบันมีผู้มาศึกษาดูงานกว่า 2,000 คน การเตรียมอาหาร ที่พัก จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงมิได้ จึงก่อให้เกิดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโฮมสเตย์ กลุ่มมัคคุเทศน์ กลุ่มข้าวกล้อง กลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษ รองรับผู้มาศึกษางานได้ถึง 100 คน มีถ่าน มีตะเกียบ มีผัก มีข้าว มีกล้วยอบพลังงานแสงอาทิตย์ มีหัตกรรมพื้นบ้าน ทำให้ชุมชนผาปังเข้าใจระบบการบริหารจัดการได้เป็นอย่างดีจากการ

  • นำผงละอองถ่านไผ่จากสถานีผลิตถ่านอัดแท่ง มาผลิตเป็นสบู่ไผ่ ครีมอาบน้ำ และครีมสระผม ส่งจำหน่ายให้กลุ่มโฮมสเตย์ และจำหน่ายให้ผู้มาเยือนและส่งให้บริษัท เอกชน
  • นำถ่านไผ่อัดแท่งทดแทนการใช้ก๊าช LPG ในโรงครัว ของ "กลุ่มวิสาหกิจครัวแม่บ้าน" เพื่อลดต้นทุน และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • นำปุ๋ยชีวภาพจากน้ำหมักในระบบผลิตไฟฟ้า และฝอยไผ่ จากการขัดตะเกียบ ส่งจำหน่ายให้กับวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชสมุนไพรพื้นบ้าน และวิสาหกิจชุมชนปลูกผักปลอดสารพิษ
  • ผลิตกล้วยอบพลังงานแสงอาทิตย์ ส่งให้" "กลุ่มวิสาหกิจครัวแม่บ้าน" เพื่อเป็นอาหารว่าง สำหรับผู้มาศึกษาดูงาน
  • ผลิตผักปลอดสารพิษ และสมุนไพรพื้นบ้าน ส่งให้" "กลุ่มวิสาหกิจครัวแม่บ้าน" เพื่อเป็นอาหารกลางวัน-เย็น สำหรับผู้มาศึกษาดูงาน (หมูกะทะ)
  • ผลิตข้าวกล้อง จำหน่ายให้"กลุ่มวิสาหกิจครัวแม่บ้าน" และผู้มาศึกษาดูงาน

พื้นที่การดำเนินงานกิจกรรมบางส่วนมีฐานปฏิบัติการอยู่ในบ้านเรือนชุมชน แต่สำนักงาน และศูนย์ปฏิบัติเรียนรู้ส่วนใหญ่ มูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง ได้เช่าที่ดินธรณีสงฆ์ ของวัดผาปังกลางตามพระราชบัญญัตคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2535 จำนวน 10 ไร่ ตั้งอยู่ในเลขที่ 2/1 หมู่ที่ 3 ตำบลผาปัง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง ตำแหน่งที่ดินระวาง 48441110842 เลขที่ดิน 235 โฉนดที่ดินเลขที่ 18159 เป็นสถานที่ปฏิบัติการเรียนรู้ จากจำนวนพื้นที่ของวัดทั้งหมด 38 ไร่ 1 งาน 80 ตารางวา ที่มีพื้นที่ติดกับวัดผาปังกลาง

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการใช้ทรัพยากร จะต้องมีการบริหารจัดการปลูกไผ่บริเวณสวน ไร่นา และบริเวณหัวไร่ปลายนา กติกาชุมชนผาปังได้กำหนดให้มีการปลูกไผ่จำนวน 10,000 กล้า/ปีในพื้นที่ 100 ไร่/ปีติดต่อกันเป็นระยะเวลา 5 ปี ควบคู่ไปกับการ กำหนดแผนพัฒนา กำหนดกติกาชุมชน และดูแลป่าต้นน้ำ สร้างฝายชะลอน้ำ และจัดหามาตรการณ์ป้องกันไฟป่าอย่างเคร่งครัด ซึ่งเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผาปังได้ปฏิบัติการตามแผนโดยทดลองปลูกแบบต่อขุย แบบต่อเหง้า และแบบต่อกิ่ง พร้อมทดสอบการตัดไผ่อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยรูปแบบการพัฒนาชุมชนผาปังได้กำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชน ทั้งในระยสั้น และระยะยาว ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน ผ่านอำเภออำเภอแม่พริกอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ และการบริหารจัดชุมชนแบบพึ่งพาตนเองอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินงานในช่วงแรก มีมูลนิธิสร้างสุขชุมชน กฟภ. และสำนักงานพลังงานจังหวัดลำปาง เป็นพี่เลี้ยงอย่างใกล้ชิด ได้ขับเคลื่อนในรูปแบบคณะกรรมการพัฒนาชุมชนตำบลผาปัง ซึ่งได้ตั้งกลุ่มขึ้นมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2550 และจากวงจรชีวิตของ"ไผ่" ทำให้คณะกรรมการพัฒนาชุมชนผาปังแบ่งกลุ่มกิจกรรมจากไผ่ ให้เกิดการเชื่อมโยงกัน และจัดตั้งเป็นองค์กรวิสาหกิจชุมชนย่อยได้ทั้งสิ้น 15 กลุ่ม เพื่อปฏิบัติกิจกรรมครอบคลุมการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพอย่างยั่งยืน ทั้งสิ้น 15 กลุ่ม จะแบ่งกลุ่มงานออกเป็น 3 กลุ่มเครือข่ายใหญ่ จึงได้จัดตั้งเป็นองค์กรนิติบุคคลประเภทสาธารณะประโยชน์ เพื่อรองรับแผนการบริหารจัดการชุมชนอย่างเป็นระบบ คือ 1) มูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง รับผิดชอบในการพัฒนาเครือข่ายและการบริหารจัดการ 2) เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผาปัง รับผิดชอบในการบริหารกิจกรรมให้ผลปฏิบัติสำเร็จตามเป้าหมาย หรือเป็นฝ่ายผลิตนั่นเอง และ 3) มูลนิธิพระมหาธาตุเจดีย์ 12 ราศี ดูแล ส่งเสริมการศึกษา ศาสนา และสืบสานวัฒนธรรมประเพณีเพื่อสร้างสังคมที่ดี โดยคณะกรรมการบริหารทั้ง 3 คณะจะรวมกันเป็นคณะกรรมการอำนวยการ "มูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง" และรายได้ที่เกิดจากการบริหารโครงการทั้งหมด จะนำมาพัฒนาชุมชนผาปัง และสร้างมวลรวมสังคมอยู่เย็นเป็นสุข GNH. เป็นโมเดลต้นแบบความคิดการบริหารจัดการชุมชนพึ่งพาตนเองยั่งยืนควบคู่ไปกับการพัฒนาชุมชนที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อไป