วิสาหกิจบริหารจัดการไผ่

5

สถานีวิสาหกิจชุมชนบริหารจัดการไผ่ชุมชนผาปังจากข้อมูลการศึกษาพบว่า “ไผ่” ในประเทศไทยมีกว่า 60 สายพันธุ์มีศักยภาพสูงในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และกักเก็บคาร์บอนไว้ในรูปของเนื้อไม้ มีความได้เปรียบเหนือไม้โตเร็วอื่นๆ มีอายุเฉลี่ยตั้งแต่ 30 -100 ปีแล้วแต่ชนิดของไผ่ การบริหารจัดการไผ่ในพื้นที่ตำบลผาปังในระยะเริ่มต้นได้ลงทะเบียนประชากรไผ่บริเวณหัวไร่ปลายนา สวนริมห้วย สวนหลังบ้าน และบริหารจัดการป่าชุมชนตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 และ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 แบ่งรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนออกเป็น 3 โซนตามวงจรชีวิตของไผ่ ตัดบริเวณโคนเหง้าของลำต้น ไผ่จะออกหน่อต่อเนื่องโดยการตัดไผ่แก่อายุ 2-3 ปีขึ้นไปมาใช้ประโยชน์ ถ้าตัดผิดวิธีเหมือนเช่นปัจจุบันที่ชาวบ้านตัดจะเป็นการตัดผิดวิธีที่ไม่เข้าใจวงจรชีวิตของไผ่ ดังนั้นสรุปได้ว่าการตัดไผ่อย่างถูกวิธี คือการตัดต่อพันธุกรรมของไผ่ให้มีอายุยาวขึ้น ในทางกลับกันถ้าไม่มีการตัดต้นแก่ออกจะทำให้อายุของไผ่ตายขุยในที่สุด


“ไผ่” ให้ค่าความร้อนด้านพลังงาน 6.57 เมกะจูล/กก. การอบที่อุณหภูมิ 1,000 ํC ขึ้นไป จะมีความสามารถสูงในการดูดซับกลิ่น ความชื้น สารพิษ สารเคมีช่วยฟอกอากาศ กำจัดแบคทีเรีย ช่วยดูดซับรังสี ช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น มีผลให้จิตใจแจ่มใส เบิกบาน ผงคาร์บอนที่ผลิตได้จากถ่านไม้ไผ่เมื่อนำมาผสมกับดิน นอกจากจะช่วยปรับปรุงบำรุงดินแล้ว ยังมีความสามารถในการดูดซับไนตรัสออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซที่ไปทำลายชั้นโอโซนที่เป็นเกราะป้องกันรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตของโลกมากที่สุดอีกด้วย นอกจากนี้ถ่านไม้ไผ่ยังถูกนำมาใช้เป็นองค์ประกอบในอุตสาหกรรมต่างๆ อีกมากมาย เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมยาถ่ายพยาธิ เครื่องสำอาง ใช้ทำไส้กรองน้ำ ไส้กรองอากาศ ใช้ปรับปรุงบำรุงดิน และใช้ในการบำบัดน้ำเสีย ไผ่เป็นพืชที่มีศักยภาพสูงในด้านพลังงาน สามารถนำมาผลิตเชื้อเพลิงอัดเม็ดที่มีค่าพลังงานความร้อนสูงมากมีการใช้แพร่หลายในประเทศที่มีโอกาสหนาว

3 4


การปลูกไผ่ซางนวลไผ่ซางหม่น มูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปังได้จัดทำแผนการปลูกไผ่ 10,000 กล้าในพื้นที่หัวไร่ปลายนา ริมห้วย ร่องเขาในเขตพื้นที่เขตป่าตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติจำนวน 100 ไร่/ปี เพื่อรักษาฟื้นฟูป่าไผ่อย่างถูกวิธี และบริหารจัดการใช้ประโยชน์จากไผ่ ในปัจจุบันได้ทำการเพาะกล้าพันธ์ุไผ่ซางนวล เพื่อรอการปลูกในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมของทุกปี คาดว่าจะสร้างรายได้ให้มูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปังเฉลี่ย 440,000 บาท/ปี

“ไผ่” เป็นพืชตระกูลหญ้ายึดดินไม่ให้พังทลายโดยง่าย มีอัตราการเจริญเติบโตสูงที่สุดเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่น ช่วยปรับปรุงสภาพของระบบนิเวศน์ สามารถอุ้มน้ำและความชื้นไว้ได้มากกว่าป่าธรรมชาติถึง 2 เท่า และสามารถฟื้นคืนสภาพบริเวณป่าเสื่อมโทรมได้ในระยะเวลาอันสั้นจากระบบรากที่แผ่กว้าง “เป็นไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ” ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ไผ่ใช้ระยะปลูกระยะระหว่างแถว 4 เมตร ระยะระหว่างต้น 4 เมตร จะใช้ต้นพันธุ์อยู่ที่ 100 ต้นต่อไร่ การขุดหลุมที่ระยะ 30*30*30 เซนติเมตรถ้าพื้นที่เป็นดินร่วนถึงร่วนปนทราย แต่ถ้าเป็นดินลูกรังปนหินควรจะขุดให้กว้างกว่านี้เป็น 50*50*50 และหาดินดำ แกลบ ขี้เถ้าแกลบหรือปุ๋ยคอกเก่า คลุกหลุมก่อนปลูก ในปี พ.ศ. 2555 มูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปังได้ร่วมกับอำเภอแม่พริกปลูกไผ่ซางนวลแล้วจำนวน 10,000 กล้า และเพาะกล้าไว้สำหรับปลูกในปี 2556 จำนวน 10,000 กล้า